Do you know ? (By.Nuntakarn)
วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557
10 มายากล เทคนิควิทยาศาสตร์ จำไว้ไปโชว์เพื่อนๆ
10 มายากล เทคนิควิทยาศาสตร์ จำไว้ไปโชว์เพื่อนๆ ไปดูเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ จำเอาไว้เล่นเป็นมายากล ไว้อวดสาวๆในงานปาร์ตี้ รับรองว่าคนที่ได้ดูต้องร้อง โอ้โห.. อย่างแน่นอน
เสียงเพลงทำให้แก้วแตกได้จริงหรอเนี้ยยย
เสียงเพลงทำให้แก้วแตกได้จริงหรือ
การร้องเพลงด้วยเสียงสูง ๆ เป็นเวลานานสามารถทำให้แก้วแตกได้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น แท้จริงแล้วเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติซึ่งเรียกว่าเกิด “กำทอน (resonance) ” ของเสียง คือ เกิดการแทรกสอดของคลื่นเสียงแบบเสริมกัน เพื่อให้เข้าใจในเรื่องนี้ง่ายขึ้น ลองนึกถึงเวลาเราไกวชิงช้าได้จังหวะเหมาะ ๆ พอดี ชิงช้าจะยิ่งไกวสูงขึ้น แต่ถ้าไกวชิงช้าผิดจังหวะจะทำให้ชิงช้าไกวเบาลง เนื่องจากแรงที่ผิดจังหวะไปหักล้างกับการเคลื่อนไหวของชิงช้าเสียหมด แก้วก็เช่นเดียวกัน แก้วแต่ละใบจะมีการสั่นสะเทือนด้วยความถี่เฉพาะตัว ถ้าลองใช้ดินสอเคาะแก้วใบใดจะได้ยินเสียงเหมือนเดิมทุกครั้ง คลื่นเสียงจากนักร้องทำให้แก้วสั่นสะเทือนได้เช่นกัน ถ้าความถี่ของเสียงไม่พอดี ก็จะหักล้างกับการสั่นสะเทือนของแก้ว แต่ถ้านักร้องสามารถปรับความถี่ของเสียงได้พอเหมาะกับการสั่นสะเทือนของแก้วจะทำให้แก้วสั่นแรงขึ้นจนแตกได้
10 Predictiond in Innovation !!!
10 คำทำนายโลก ปี 2025
ถ้าในอนาคตข้างหน้า เราสามารถเคลื่อนย้ายมวลสสาร มีแผนที่ดีเอ็นเอ หรือพลังงานโซลาร์เซลล์จะกลายเป็นพลังงานหลักของโลกได้ จะเป็นอย่างไร วันนี้ทีนเอ็มไทย จะพาเพื่อนๆ ไปร่วมติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้ากับ 10 คำทำนายโลกปี 2025 กัน…
10 คำทำนายโลกด้านนวัตกรรม ปี 2025
โดยเว็บไซต์เดลี่เมล เผยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ว่า ทอมสัน รอยเตอร์ หนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงินและข่าวต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยถึงคำทำนายโลกในปี 2025 (The World in 2025: 10 Predictions of Innovation) อันให้รายละเอียดถึง 10 นวัตกรรมสุดล้ำที่ฟังดูแล้วช่างน่าเหลือเชื่อในปัจจุบัน แต่คาดว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงภายในทศวรรษหน้านี้
โดยเว็บไซต์เดลี่เมล เผยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ว่า ทอมสัน รอยเตอร์ หนึ่งในผู้ให้บริการข้อมูลด้านการเงินและข่าวต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยถึงคำทำนายโลกในปี 2025 (The World in 2025: 10 Predictions of Innovation) อันให้รายละเอียดถึง 10 นวัตกรรมสุดล้ำที่ฟังดูแล้วช่างน่าเหลือเชื่อในปัจจุบัน แต่คาดว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงภายในทศวรรษหน้านี้
การเลือกเฟ้น 10 เรื่องราวเหล่านี้ ได้มาจากประมวลข้อมูลด้านสิทธิบัตรโลกร่วมกับบทความทางวิทยาศาสตร์ โดยทางฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาและธุรกิจวิทยาศาตร์ (Intellectual & Science Business) ของทอมสัน รอยเตอร์ส ได้สืบค้นจากดัชนีสิทธิบัตรโลกเดอร์เวนท์ อันแสดงข้อมูลการจดสิทธิบัตรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อหา 10 หมวดหมู่ของนวัตกรรมที่มีคนจดสิทธิบัตรมากที่สุด จากนั้นผนวกด้วยการวิจัยต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์และการต่อยอดลงทุนในงานวิจัยนั้น จนกลั่นออกมาเป็น 10 นวัตกรรมที่จะนำไปสู่โลกอนาคต
นายบาซิล มอฟทาห์ ประธานฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาและธุรกิจวิทยาศาตร์ เผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการจดสิทธิบัตร ร่วมกับงานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันและการให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนและการต่อยอด จึงทำการคัดเลือกนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดออกมาได้ แม้ว่าการคัดเลือกให้เหลือเพียง 10 อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบากมากก็ตาม
โดยโลกในปี 2025 กับนวัตกรรมสุดล้ำหน้าทั้ง 10 อย่างที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ตามการคาดการณ์ของทอมสัน รอยเตอร์ส มีดังนี้
1. การลดลงของโรคความจำเสื่อมเนื่องจากคนในยุค “เบเบี้บูมเมอร์” กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัย 80 ฉะนั้นการให้ทุนค้นคว้าการวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาโรคสมองเสื่อมจะต้องมีมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยและจะต้องค้นพบวิธีรับมือกับโรคนี้ได้ดีขึ้นแน่ ๆ
2. พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกกระบวนการสรรหาและกักเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและนำมาใช้ได้จริง จนทำให้พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกไป
3. โรคเบาหวานประเภทที่ 1 สามารถป้องกันได้การแกะรอยการทำงานของ จีโนม (genome) จะทำได้จริงในไม่ช้า ฉะนั้นการป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอ จึงเป็นเรื่องไม่ไกลเกินเอื้อม
4. หมดปัญหาขาดแคลนอาหารจากเทคโนโลยีด้านการให้แสงสว่างที่จะพัฒนาขึ้นเป็นอันมาก พร้อมกับการตัดแต่งทางพันธุกรรมก็รุดหน้า ปัญหาขาดแคลนอาหารจะหมดไป พร้อมกันนี้ความผันแปรในราคาอาหารจากเรื่องสินค้าขาดตลาดหรือล้นตลาดจะกลายเป็นเพียงเรื่องของอดีต
5. มีเครื่องบินไฟฟ้าวิศวกรรมจะพัฒนาจนสามารถสร้างเครื่องบินน้ำหนักเบาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ อีกทั้งยังใช้พื้นที่ในการขึ้นหรือลงอย่างจำกัด จึงให้ความสะดวกสบาย ไม่แน่ว่าใบอนุญาตขับเครื่องบินจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนในศตวรรษที่ 21 ต้องมี
6. ทุกสิ่งจะควบคุมด้วยระบบดิจิตอลทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกควบคุมด้วยระบบดิจิตอล ตั้งแต่รถไปจนถึงบ้านที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้ นอกจากนี้ทุกจุดทั่วโลกจะเชื่อมต่อถึงกันได้โดยตรงผ่านระบบดิจิตอลด้วย
7. บรรจุภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียมถูกแทนที่ด้วยเซลลูโลสหมดยุคของบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาจากปิโตรเลียมเสียที มันจะถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดเซลลูโลส ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายได้ 100%
8. ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็งจะเหลือเพียงนิดการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันต้องยอมรับความเสี่ยงที่ว่า การทำลายเซลล์มะเร็งอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ดีที่อยู่ข้างเคียงด้วย แต่สิ่งเหล่านี้จะลดลงหรืออาจหายไปอย่างเด็ดขาดในอนาคตที่กำลังมาถึงนี้
9. การทำแผนที่ดีเอ็นเอแก่เด็กแรกเกิดจะกลายเป็นเรื่องปกติจากนวัตกรรมด้านนาโนเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกล เด็กแรกเกิดทุกคนจะถูกติดตามข้อมูลทางชีวภาพด้วยการทำแผนที่ดีเอ็นเอหรือดีเอ็นเอแม็ปปิ้ง อันจะกลายเป็นฐานข้อมูลทางชีวภาพและสุขภาพที่สำคัญของประชากร ที่สำคัญยังสามารถระบุและติดตามความเจ็บป่วยของแต่ละคนได้ด้วย
10. การเคลื่อนย้ายมวลสารจะกลายเป็นเรื่องปกติการเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือคนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือ เทเลพอเทชัน (Telepotation) จะไม่ใช่สิ่งที่เห็นแต่ในหนังอีกต่อไป แต่มันจะเกิดขึ้นจริงและใช้กันโดยทั่วไปในอนาคตอันใกล้นี้
พูดได้ง่ายๆ ว่านับจากนี้อีก 11 ปีเท่านั้น ที่เราจะต้องจับตาดูว่า 10 คำทำนายโลกปี 2025 นี้จะเป็นได้จริงหรือไม่? เพื่อนๆ อย่าลืมติดตามไปพร้อมๆ กันนะคะ
ที่มา : mthai.com
ทำไม ‘อกหัก’ ทีไร เจ็บที่ ‘หัวใจ’ ทุกที :(
รักช่างซับซ้อน!! แพทย์พบสาเหตุ…ทำไม ‘อกหัก’ ทีไร เจ็บที่ ‘หัวใจ’ ทุกที
อาการอกหัก เป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อประสาทในสมอง เมื่อ “อกหัก” ปุ๊บ สมองจะขาด “ฟีนิลเอธิลามีน” ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว มีเรี่ยวแรง และหยุดหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขแบบปุบปับกะทันหัน อาการก็เลยเหมือนคนติดยาเสพติดที่หยุดใช้อย่างเฉียบพลัน ซึ่งสารเอนโดรฟินส์นอกจากจะเป็นสารที่ให้ทำให้คนเรามีความสุขแล้ว ยังลดความเจ็บปวดได้ด้วย ดังนั้นเมื่อร่างกายหยุดหลั่งสารนี้ ความเจ็บปวดก็เลยส่งถึงสมองได้เพราะไม่มีอะไรมาระงับไว้
เท่านั้น ไม่พอ สมองจะหลั่งสารความทุกข์ออกมาแทนที่อีกต่างหาก ได้แก่ สารคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจหรือเครียด และสารนอร์เอพิเนเนฟริน รวมถึงสารอะดีนารีนที่จะหลั่งออกมามาก เวลามีความทุกข์มากๆ ผลของสารเหล่านี้ทำให้มีอาการเครียด กินข้าวไม่ลง ร้องไห้ฟูมฟาย นอนไม่หลับ ใจสั่น ยิ่งถ้าไม่รู้จักรักตัวเองและหันมาดูแลตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองเศร้าเรื้อรัง อาการก็จะยิ่งหนัก ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า สมองเสื่อม ดีไม่ดีอาจหลงผิดคิดสั้น เรื่องราวจะยิ่งไปกันใหญ่
หลายๆคนอาจจะคิดว่า งั้นเราก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ได้เองหน่ะสิ เพราะที่เสียใจหรือเจ็บปวดมันเกิดจากสารเคมี ผมขอบอกว่าไม่จริงเลยครับ เราสามารถเลือกที่จะรู้สึกอย่างไรได้ด้วยการระงับอารมณ์ หรือการมองโลกในแง่ดี ส่วนถ้าเพื่อนๆคนไหนคิดว่าชีวิตนี้ไม่เหลือใครแล้วหรือไม่มีใครรักเราแล้ว ก็ลองมองหันกลับไปหาพ่อแม่ สองท่านนี้คือคนที่รักตัวเรามากที่สุดครับ
เราลองมาอ่านเรื่อง Broken Heart Syndrome หรือ ภาวะ หัวใจสลายกันดูครับ
หลายๆท่านคงเคยคิดว่า อาการหัวใจสลาย เป็นแค่ภาวะทางจิตใจที่เกิดจากความผิดหวังโดยไม่ทันตั้งตัว … แต่จริงๆภาวะนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครับ Case ตัวอย่าง ลงใน The Wall Street Journal
Dorothy Lee นั่งรถคู่กับคนขับซึ่งเป็นสามีวัย 40 ของเธอในคืนวันหนึ่ง… จู่ๆเธอรู้สึกว่ารถเสียการทรงตัว และพุ่งชนขอบถนน เธอมองเห็นสามีคอตกพับลงไป ดังนั้นเธอจึงรีบเข้ามาควบคุมพวงมาลัยและหยุดรถ ก่อนจะโทรเรียก 911 ระหว่างนั้นก็ได้พยายามช่วยชีวิตสามีไปด้วย
เมื่อ มาถึงห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล… Mrs. Lee พบว่าสามีของเธอเสียชีวิตแล้วจากโรคหัวใจชนิดเฉียบพลัน เธอรู้สึกถึงอาการ “ใจสลาย” มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก และเป็นลมหมดสติไป
ทีมแพทย์คิด ว่าเธอมีอาการเส้นเลือดหัวใจอุดตันกระทันหัน (Acute coronary syndrome) แต่หลังจากฉีดสีตรวจหัวใจแล้ว ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเส้นเลือดหัวใจทุกเส้นปกติดี ทีมแพทย์สรุปว่าเธอมีอาการ”broken-heart syndrome” ซึ่งเกิดจากการได้เจอเหตุการณ์ที่สามีเสียชีวิตกระทันหัน และเมื่อได้ review ประวัติดู พบว่า Mrs.Lee เคยเกือบตายด้วยโรคนี้มาแล้วในปี 2005
ที่มา : http://www.flagfrog.com/ และ www.catdumb.com
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557
10 การทดลอง ง่ายๆ
10 การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ที่น่าสนใจ
1. ออกซิเจนช่วยให้ไฟติด
วิธีทำการทดลอง
นำเทียนไขมา 1 แท่ง แก้วน้ำ 1 ใบ ไม้ขีดไฟ 1 กลัก แล้วจุดเทียนไข
ให้ติดไฟ ตั้งเทียนไว้ให้มั่นคง จากนั้นเอาแก้วน้ำ มาครอบเทียนไข ที่จุดไว้
ให้ทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราใช้แก้ว ครอบเทียนไข
ลักษณะของเปลวไฟ จะค่อยหรี่ลงๆ จนในที่สุดเทียนไขจะดับ เหตุที่เป็นเช่นนี้
ก็เพราะ ในอากาศมี ออกซิเจนอยู่ ซึ่งออกซิเจน มีคุณสมบัติที่
ช่วยในการติดไฟ เมื่อเราครอบแก้วลงไป เทียนไขจะสามารถ ส่องสว่าง
ต่อไปได้อีกสักครู่หนึ่ง จนเมื่อออกซิเจน ถูกเผาไหม้หมด เทียนไข
ก็จะดับลงทันที
2. แสงเดินทางเป็นเส้นตรง
วิธีทำการทดลอง
หากระดาษแข็งมา 3 แผ่น แล้วเจาะรูตรงกลางทุกแผ่น จากนั้นนำกระดาษ
ทั้ง 3 แผ่น มาเรียงให้รูตรงกลาง อยู่ตรงกัน จุดเทียนไข 1 แท่ง ให้ติดไฟ
ตั้งไว้หลังแผ่นกระดาษทั้ง 3 แผ่น ให้พอมองผ่านรูในกระดาษทั้ง 3 แผ่นได้
แล้วลองขยับกระดาษแผ่นใดแผ่นหนึ่ง โดยพยายามไม่ให้รูตรงกัน ให้ทำการสังเกต
และบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อรูกระดาษในกระดาษ
อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน เราก็จะสามารถ มองเห็นเทียนไขได้ เมื่อเราขยับ
แผ่นกระดาษ แผ่นใดแผ่นหนึ่ง เราจะไม่สามารถมองเห็น แสงของเทียนไขได้
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ คุณสมบัติของแสง ที่เดินทาง เป็นเส้นตรงเสมอ
3. อากาศมีตัวตนและมีแรงดัน
วิธีทำการทดลอง
หาลูกโป่งมา 1 ลูก วางไว้บนโต๊ะ แล้วหาหนังสือเล่มหนาๆ มาวางทับ
บนลูกโป่ง จากนั้นให้เป่าลูกโป่ง ให้พองตัวขึ้นทีละน้อยๆ แล้วทำการสังเกต
และบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราเป่าลูกโป่ง ให้พองตัวขึ้น
ทีละน้อย ลูกโป่งจะสามารถ ยกหนังสือขึ้นได้ ยิ่งเป่าลมเข้าไปมากเท่าใด
หนังสือก็จะถูกยกสูง มากขึ้นเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ
อากาศมีตัวตนและมีแรงดัน
4. การทดลองว่าไข่ดีหรือเน่า
วิธีทำการทดลอง
นำแก้วน้ำมา 2 ใบ ใส่น้ำลงไปพอสมควร แล้วนำไข่ดีมา 1 ฟอง ไข่เสียมา 1
ฟอง จากนั้นนำไข่ดี ใส่ลงไปในแก้วใบที่ 1 และนำไข่เสีย ใส่ลงไปในแก้วใบที่
2 แล้วทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า ไข่ที่ใส่ลงไป ในแก้วใบที่ 1 นั้นจะจมน้ำ
ไข่ที่ใส่ลงไป ในแก้วใบที่ 2 นั้นจะลอยน้ำได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ
ในไข่เสีย จะมีฟองอากาศที่ เกิดจากการเน่าเสียอยู่ ไข่เสียจึงลอยน้ำได้
ส่วนไข่ดี ไม่มีฟองอากาศ จึงจมน้ำ

5. เสียงสะท้อนได้
วิธีทำการทดลอง
ถ้าที่บ้านใคร มีตุ่มใส่น้ำใบใหญ่ๆหน่อย ก็จะทำการทดลองนี้ได้
โดยลองส่งเสียง ตะโกนใส่เข้าไป ในตุ่มน้ำ แล้วทำการสังเกต และบันทึกผล
การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราส่งเสียงตะโกนเข้าไป ในตุ่มน้ำ
จะมีเสียงสะท้อนกลับออกมา เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเสียงสามารถสะท้อนได้
เมื่อตกกระทบวัตถุหรือผนังต่างๆ
6. จรวดทำงานอย่างไร
วิธีทำการทดลอง
หาลูกโป่งมา 1 ใบ เป่าลมให้ลูกโป่ง พองตัวจนเต็มขนาด
แล้วใช้มือจับปากลูกโป่งไว้ ไม่ให้ลมออก จากนั้นหันทิศทาง
ของมือที่จับลูกโป่ง ไปทางทิศที่ต้องการ จะให้ลูกโป่งพุ่ง ออกไป
แล้วปล่อยมือ ที่จับลูกโป่งออก
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราปล่อยมือ ที่จับลูกโป่งออก
ลูกโป่งจะพุ่งไปทางด้าน ที่อยู่ตรงข้าม กับปากลูกโป่ง
เนื่องจากแรงดันของอากาศ ที่ออกมาทางปากลูกโป่ง
จะผลักดันให้ลูกโป่งเคลื่อนที่ไป เป็นหลักการ เดียวกันกับเครื่องบิน
ไอพ่นและจรวดใช้ ลักษณะแรงดัน ดังกล่าวสามารถ ใช้ได้ทั้งในที่มีอากาศ
และในภาวะสูญญากาศ เช่น การทำงานของจรวด ในอวกาศ
7. ต้นไม้คายน้ำ
วิธีทำการทดลอง
หาต้นไม้มา 1 กระถาง ใช้ถุงพลาสติกชนิดใส ห่อหุ้มกิ่งไม้และใบ
ไว้ทั้งหมด ใช้เชือกมัดด้านล่างไว้ นำไปวางไว้กลางแดด
สักประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วทำการสังเกต และบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า หลังจากตั้งทิ้งไว้กลางแดด
จะมีละอองน้ำเล็กๆ เกาะอยู่ที่ถุงพลาสติกด้านใน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้
ก็เพราะ ต้นไม้คายน้ำออกมา
8. การกระจายตัวของน้ำร้อนและน้ำเย็น
วิธีทำการทดลอง
นำแก้วมาใส่น้ำ 2 ใบ ใบที่ 1 ใส่น้ำร้อนที่เพิ่งเดือดมาใหม่ๆ ลงไป
ส่วนใบที่ 2 ใส่น้ำที่เย็นจัด ลงไป จากนั้นให้หยดสีแดงลงไป แก้วละ 1 หยด
แล้วทำการสังเกต การกระจายของสี แล้วบันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า แก้วที่ใส่น้ำร้อน จะมีการกระจายตัวของสี
ได้เร็วกว่า แก้วที่ใส่น้ำเย็น เพราะว่าโมเลกุล ของน้ำร้อน
จะเคลื่อนกระจายตัวได้เร็ว กว่าของน้ำเย็น
9. การเกิดฝน
วิธีทำการทดลอง
หากาต้มน้ำมา 1 ใบ ทำการต้มน้ำให้เดือด แล้วหาฝาหม้อ ที่ถูกนำไป
แช่ในตู้เย็นจนเย็น นำมาอังไว้ บริเวณ ปากของกาต้มน้ำ ให้ไอน้ำ สัมผัสกับ
ฝาหม้อ
ผลการทดลอง จะพบว่า เกิดหยดน้ำขึ้นที่ฝาหม้อ ที่เป็นเช่นนี้
เพราะไอน้ำ เมื่อได้รับความเย็น ก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ซึ่งเป็นหลักการ
เดียวกันกับ การเกิดฝน ซึ่งก้อนเมฆ ก็คือไอน้ำนั่นเอง เมื่อกระทบความเย็น
ก็จะกลั่นตัว ตกลงมาเป็นฝน
10. ไข่ลอยในน้ำเกลือ
วิธีทำการทดลอง
นำแก้วมา 1 ใบ ใส่น้ำลงไปค่อนแก้ว แล้วเอาไข่ ที่ยังไม่เสียมา 1 ฟอง
ใส่ลงไปในแก้วน้ำนั้น สังเกต ว่าไข่ลอยขึ้นมาหรือไม่ แล้ว บันทึกผล
การทดลอง จากนั้น นำไข่ออกจากแก้ว เอาเกลือใส่ลงไปในแก้วน้ำ ประมาณ 4-5
ช้อน ใช้ช้อนคน ให้เกลือละลายน้ำ แล้วลองเอาไข่ใส่ ในแก้วอีกครั้ง สังเกต
ว่าไข่ลอยขึ้นมาหรือไม่ แล้ว บันทึกผล การทดลอง
ผลการทดลอง จะพบว่า เมื่อเราใส่ไข่ลงไป ในแก้วที่เป็น
น้ำธรรมดา ไข่จะจม แต่เมื่อเรา ใส่ไข่ลงไปใน น้ำเกลือ ไข่จะลอยน้ำได้
สาเหตุเป็นเพราะน้ำเกลือ มีความเข้มข้น กว่าน้ำ จึงพยุงไข่ให้ลอยได้
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://science.spokedark.tv/2013/02/28/10-sci/#.VBmFu1ep5ia
http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=4
เชื่อหรือไม่!?! กินน้ำตาลเยอะจะเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย
เชื่อหรือไม่!?! กินน้ำตาลเยอะจะเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย
โมโห หรือ หงุดหงิดอะไรสักอย่าง เคยเจอเพื่อนๆ แซวกันมั้ยว่า "ไปกินหวานมาเยอะใช่มั้ย" "เพิ่งไปกินน้ำตาลมาหรอ" และอีกคำสารพัดที่ไปโยงความหงุดหงิดเข้ากับความหวาน (ที่มันไม่น่าเข้ากันสักนิด) จนมีความเชื่อเกิดขึ้นมาว่า "กินหวานแล้วโมโหง่าย" หรือแม้กระทั่ง อย่าให้สุนัขกินของหวาน เพราะจะทำให้มันดุ!!ความเชื่อนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อที่พูดกันเล่นๆ เท่านั้นนะ เพราะนักวิทยาศาสตร์มีการทดลองอย่างจริงจังเพื่อพิสูจน์ว่ากินน้ำตาลมากไปจะ ทำให้โมโหและหงุดหงิดง่ายจริง หนึ่งในการทดลองนั้นก็คือ การทดลองกับนักโทษในคุกค่ะ
วิธีการทดลองมีอยู่ว่า ไม่ให้นักโทษกินน้ำตาลอย่างเด็ดขาด ดังนั้นอาหารที่ทำให้นักโทษทานก็จะใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล และใช้น้ำผลไม้แทนน้ำอัดลม เวลาผ่านไปสามเดือน พบว่าสถิติการทะเลาะวิวาทของนักโทษลดลงถึง 45% ทีเดียวเชียว (อยากให้สถานศึกษาทุกแห่งไม่มีน้ำอัดลมขายบ้างแฮะ เผื่อลดปัญหานักเรียนตีกันได้)
กฏของร่างกายมีอยู่ว่าถ้ามีปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น สมองจะสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง และตับอ่อนก็จะทำงานหนัก แต่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เครียด สมองก็จะส่งสัญญาณเตือนมาอีกและหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินออกมา ซึ่งถ้ามากเกินไปจะทำให้การควบคุมจิตใจเป็นไปไม่ปกติ เลือดร้อน โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย และก้าวร้าวอีกด้วย
พฤติกรรม
ก้าวร้าว โมโหฉุนเฉียว เชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมากันโดยไม่รู้ตัว
และไม่รู้ด้วยว่าเป็นผลที่อาจเกิดได้จากการกินน้ำตาลมากจนเกินไป
ดังนั้นถ้าน้องๆ ปรับลดพฤติกรรมการกินหวานหรือลดการตักน้ำตาลไปบ้าง
ก็น่าจะเป็นผลดีกับน้องๆ ทำให้สภาพจิตใจเป็นปกติ สดใสสมเป็นวัยรุ่น
และที่สำคัญช่วยลดอาการร่างกาย "ติดหวาน" จนเป็นที่มาของโรคในอนาคตด้วยจ้า
นับวันยิ่งเห็นโทษของการกินของหวานโดยเฉพาะน้ำตาล แม้ว่าความหวานจะทำให้อาหารที่อยู่ตรงหน้าอร่อยขึ้น แต่โทษของมันก็มีมากกว่าที่คิด ไหนจะทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง แล้ว ยังทำให้เราดุ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย หลายเป็นคนไม่น่ารักอีกต่างหาก ดังนั้นต่อไปนี้ใครบอกว่ากินขนมหวานแล้วอารมณ์ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ เพราะอย่าลืมว่าของหวานทุกชนิดมักใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม ถ้ากินเยอะเกินไป จะกลายเป็นคนอารมณ์เสียได้นะ ฟึดฟัดๆ
นับวันยิ่งเห็นโทษของการกินของหวานโดยเฉพาะน้ำตาล แม้ว่าความหวานจะทำให้อาหารที่อยู่ตรงหน้าอร่อยขึ้น แต่โทษของมันก็มีมากกว่าที่คิด ไหนจะทำให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง แล้ว ยังทำให้เราดุ โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย หลายเป็นคนไม่น่ารักอีกต่างหาก ดังนั้นต่อไปนี้ใครบอกว่ากินขนมหวานแล้วอารมณ์ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนความคิดกันใหม่ เพราะอย่าลืมว่าของหวานทุกชนิดมักใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสม ถ้ากินเยอะเกินไป จะกลายเป็นคนอารมณ์เสียได้นะ ฟึดฟัดๆ
ขอขอบคุณข้อมูล
http://www.dek-d.com/education/34875/
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
10 ผลวิจัยวิทยาศาสตร์สุดแปลก !!!
10 ผลวิจัยวิทยาศาสตร์สุดแปลกประจำปี 2013
โดย ไทยรัฐออนไลน์
ไม่ใช่ทุกครั้งที่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ จะต้องเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งก็เป็นการค้นพบในเรื่องธรรมดาๆ แต่น่าพิศวงด้วยเช่นกัน และต่อไปนี้คือการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่แปลกหรืออาจจะไม่มีประโยชน์ที่สุดในปี 2013
1. กลิ่นมีทั้งหมด 10 กลิ่น และกลิ่นข้าวโพดคั่วเป็นหนึ่งในนั้น
ที่ผ่านมามนุษย์เรารู้จักรสชาติพื้นฐาน 5 อย่าง ได้แก่ เปรี้ยว, หวาน, เค็ม, ขม และรสกลมกล่อม (อุมามิ) แล้ว แต่ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัย เบตส์ และมหาวิทยาลัย พิตต์สเบิร์ก ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. ระบุว่า จากการทดลองกลิ่นทั้งหมดราว 144 กลิ่น พวกเขาสามารถจำแนกกลิ่นออกมาได้เป็น 10 กลุ่ม และกลิ่นข้าวโพดคั่ว หรือป๊อปคอร์นเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนอีก 9 กลิ่นที่เหลือ คือ กลิ่นหอม, กลิ่นต้นไม้/ยาง, กลิ่นผลไม้ (ที่ไม่ใช่จำพวกมะนาวหรือส้ม), กลิ่นเคมี, กลิ่นมินต์, กลิ่นหวาน, กลิ่นเลมอน, กลิ่นฉุน และกลิ่นเน่า
2. ไม่ควรกลั้น ‘ผายลม’ บนเครื่องบิน
ทีมวิจัยซึ่งประกอบด้วยแพทย์โรคทางเดินอาหารจากอังกฤษและเดนมาร์ก เผยในเดือน ก.พ. ว่า ไม่ควรกลั้นผายลม โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งมนุษย์จะอยากผายลมบ่อยกว่าปกติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงความดันภายในห้องโดยสาร และการกลั้นผายลมบ่อยๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติหลายอย่างเช่น ความเครียด, อึดอัด, ปวดท้อง, ลำไส้บวมแก๊ส, อาหารไม่ย่อยและอื่นๆ อีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม หลายคนคงกังวลเรื่องกลิ่น ซึ่งกลิ่นผายลมของผู้หญิงจะแรงกว่าของผู้ชาย โดยแพทย์กลุ่มนี้ได้แนะนำว่า เวลาผายลมควรเดินไปกลับบนทางเดินระหว่างที่นั่ง เพื่อให้กลิ่นกระจายเป็นบริเวณกว้าง จะได้เหม็นน้อยลง
3. ขนาดของ ‘องคชาต’ สำคัญนะ
เมื่อเดือน เม.ย. ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (เอเอ็นยู) ค้นพบว่า เมื่อพูดถึงความน่าดึงดูดใจแล้ว ขนาดของ ‘อาวุธ’ ของท่านชายก็มีความสำคัญ โดยจากการทดลองกับผู้หญิงที่มีความสนใจในเพศตรงข้าม 100 คน ด้วยการให้ดูภาพเปลือยของผู้ชายขนาดเท่าตัวจริงที่ติดไว้บนกำแพงจำนวน 53 ภาพ และพบว่าผู้หญิงมีความสนใจเพิ่มขึ้นตามขนาดขององคชาตที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่มากมายนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุด้วยว่า ความสูงก็มีผลในการกระตุ้นความสนใจของเพศหญิงด้วยเช่นกัน โดยเขาพบในการทดลองนี้ว่า ความสูงมีผลในการเพิ่มความสนใจแก่ผู้หญิงเทียบเท่าขนาดของท่านชายทีเดียว
4. การปรบมือติดต่อถึงกันได้
บางครั้งคุณจะสังเกตเห็นว่า คุณเผลอปรบมือหลังจากชมการแสดงหรืออะไรบางอย่างที่น่าเบื่อหรือไม่ได้ความ ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ในประเทศสวีเดนได้ทำการวิจัย และสรุปผลออกมาว่า สิ่งที่ทำให้เราปรบมือ ไม่ได้เกิดจากคุณภาพของการแสดงหรือสิ่งที่เราชมไปเสียทั้งหมด แต่เกิดจากอิทธิพลของคนรอบข้าง
5. หุ่นยนต์ 2 ล้อ ขับเคลื่อนโดยผีเสื้อราตรี
เมื่อเดือน ก.พ. ทีมนักวิจัยชายญี่ปุ่นได้พัฒนา หุ่นยนต์ 2 ล้อ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยผีเสื้อกลางคืนตัวผู้ขึ้นมา โดยหุ่นยนต์ตัวนี้จะเคลื่อนที่เมื่อผีเสื้อซึ่งอยู่บนลูกกลิ้งเซ็นเซอร์ (คล้ายเม้าส์ลูกกลิ้ง) เคลื่อนไหวด้วยการกระตุ้นจากกลิ่นฟีโรโมนของผีเสื้อกลางคืนเพศเมีย โดยการทดลองนี้นักวิทยาศาสตร์ตั้งใจพัฒนาเพื่อสร้างหุ่นยนต์ติดตามกลิ่น เพื่อใช้แทนที่สุนัขดมกลิ่นในอนาคต
6. ทากทะเลงอกอวัยวะเพศใหม่ได้ 3 ครั้ง
ทากทะเลเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด เมื่อเดือน ก.พ. ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ทากทะเล ‘โครโมโดริส เรติคูลาตา’ (Chromodoris reticulata) สามารถตัดลึงค์ของตัวเองทิ้งได้หลังจากผสมพันธุ์ และสามารถงอกใหม่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง โดยตลอดชีวิตของมันสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างน้อย 3 ครั้ง
นอกจากนี้ ในเดือน พ.ย. นักวิทยาศาสตร์ยังพบพฤติกรรมประหลาดของทางทะเลสายพันธุ์ ‘เกรด แบร์ริเออร์ รีฟ’ โดยพวกมันจะทิ่มอวัยวะเพศเข้าไปในส่วนหัวของอีกฝ่ายขณะมีการสืบพันธุ์ และจะฉีดสารคัดหลั่งเข้าไปในระบบประสาทส่วนกลางของอีกฝ่ายด้วย
7. นักวิทยาศาสตร์ไขความลับภาวะจิตไร้สำนึก
นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นทำให้การอ่านความฝันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป โดยเมื่อเดือน เม.ย. ทีมนักวิทยาศาสตร์ทดลองสแกนสมองคนด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) และขอให้ผู้รับการทดสอบอธิบายภาพที่พวกเขาเห็นขณะหลับ ซึ่งคำตอบที่ได้ตรงกับแผนที่สมองที่ได้จากเครื่องเอ็มอาร์ไอ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ภาพที่เกิดขึ้นในฝันของคนได้แม่นยำถึง 70% ทีเดียว
8. กินพริกไทยเสฉวนจะรู้สึกซ่าเหมือนถูกแตะผิวหนังรัวๆ
ใครก็ตามที่เคยลิ้มรสอาหารที่มีส่วนผสมของพริกไทยเสฉวน จะรู้ว่ามันสามารถทำให้รู้สึกเผ็ดซ่าบริเวณปลายลิ้น อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ย.นักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้ทำการตรวจสอบการส่งสัญญาณไปยังสมอง จากการตอบสนองต่อการทานพริกไทยเสฉวนและพบว่า รสเผ็ดซ่าที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับ การถูกสัมผัสผิวหนังเบา 50 ครั้งทุกวินาที
9. หลอกสมองให้เชื่อว่านิ้วปลอมเป็นอวัยวะของร่างกาย
ผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในออสเตรเลีย ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถหลอกสมองผู้รับการทดลองให้เชื่อว่านิ้วปลอม เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายจริงได้ โดยพวกเขาให้ผู้รับการทดสอบ 19 คนติดนิ้วปลอมยาว 12 ซม.ที่นิ้วชี้มือขวา แล้วให้ใช้มือซ้ายสัมผัสที่นิ้วปลอม แต่ผู้รับการทดสอบกลับรู้สึกเหมือนกำลังสัมผัสนิ้วของตัวเองอยู่จริงๆ เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบใหม่ว่า สมองใช้เพียงปลายประสาทสัมผัสจากกล้ามเนื้อเท่านั้น ในการสร้างแผนภูมิร่างกายขึ้นมา จากที่เคยเชื่อว่าใช้ประสาทหลายส่วน และรู้ด้วยว่าสมองรู้สึกเองว่าอวัยวะในร่างกายเป็นของเราโดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นหรือสัมผัส
นักวิทยาศาสตร์หวังว่าผลวิจัยนี้จะสามารถเป็นแนวทางในการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท, โรคหลอดเลือดสมอง หรือกลุ่มอาการหลงผิดคิดว่าแขนขายังอยู่ (phantom limb phenomenon) ได้
10. สุนัขแกว่งหางไปทางซ้ายหรือขวา มีความหมายต่างกัน
เป็นที่ทราบกันดีว่าเราสามารถบอกได้ว่าสุนัขมีความสุขหรือเศร้า โดยดูจากการแกว่งหางของมัน แต่ผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ที่เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่าสุนัขแสดงอารมณ์ต่างกันขึ้นอยู่กับว่ามันแกว่งหางไปทางซ้ายหรือขวา โดยหากแกว่งทางขวาแสดงว่ามันรู้สึกผ่อนคลายและเป็นมิตร ขณะที่ถ้าแกว่งไปทางซ้ายแสดงว่ามันกำลังเครียด
จากการทดลองกับสุนัขเลี้ยงหลากหลายสายพันธุ์จำนวน 43 ตัว โดยให้พวกมันดูวิดีโอสุนัขตัวอื่นกำลังแกว่งหาง พบว่าสุนัขที่ดูวิดีโอสุนัขแกว่งหางไปทางซ้ายจะมีพฤติกรรมวิตกกังวลมากกว่า และหัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่วนสุนัขที่ดูวิดีโอสุนัขตัวอื่นแกว่งหางไปทางขวา จะสงบไม่มีอาการตื่น บางตัวถึงกับเดินเข้าหาสุนัขในจอภาพด้วย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า การที่สุนัขแกว่งหางไปทางขวาเป็นการแสดงออกถึงความเป็นมิตรนั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
